ประเทศแอฟริกาใต้อยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา มีส่วนที่อยู่ปลายสุดคือ
แหลมอากุลฮาส (Cape Agulhas) มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน นามิเบีย
บอทสวานา และซิมบับเวอยู่ทางเหนือ มีโมซัมบิก และสวาซีแลนด์อยู่ทางตะวันออก
การปกครอง มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำประเทศ ดำรงตำแหน่งคราวละ 5
ปี มีขนาดของพื้นที่ประมาณ หนึ่งล้านสองแสนกว่าตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าประเทศไทยเราสองเท่า
มีเมืองหลวงด้วยกัน 3 แห่ง คือ
Pretoria (พริทอเรีย) เป็นเมืองหลวงทางด้านการบริหาร และเป็นศูนย์กลางของสถานที่ราชการที่สำคัญของประเทศ
Cape Town (เคปทาวน์) เมืองหลวงทางด้านกฎหมายและนิติบัญญัติ
Bloemfontein เมืองหลวงทางด้านตุลาการ
ประชากรของแอฟริกาใต้มีอยู่ประมาณ 43.1 ล้านคน ส่วนมากเป็นคนผิวดำ 90%
ที่เหลือเป็นคนผิวขาว 10% ซึ่งส่วนมากจะตั้งรกรากอยู่ในเคปทาวน์
ศาสนา คริสต์ อิสลาม ฮินดู ยิว และความเชื่อของชนพื้นเมือง ตามเมืองใหญ่ๆ
จะมีทั้งโบสถ์ สุเหร่า วัด และสถานที่ปฎิบัติศาสนกิจของชาวยิวด้วย
ภาษา ที่ใช้มากที่สุดคือ ภาษาอังกฤษ และมีภาษาอัฟริกันเป็นภาษาราชการด้วย
รวมทั้งภาษาท้องถิ่นที่ใช้ในกลุ่มชนนั้นๆ
เงินตรา ใช้สกุลเงินแรนด์ เงินตรามีหน่วยเป็นเหรียญมีมูลค่า หนึ่งแรนด์
สองแรนด์ ห้าแรนด์ ส่วนธนบัตรมีมูลค่า สิบแรนด์ ยี่สิบแรนด์ ห้าสิบแรนด์
หนึ่งร้อยแรนด์ และห้าร้อยแรนด์ อัตราและเปลี่ยนกับเงินไทยอยู่ที่ประมาณ
หนึ่งแรนด์ เท่ากับ สี่บาท
การทิปค่อนข้างเป็นเรื่องจำเป็น เพราะอัตราค่าจ้างแรงงานที่ประเทศนี้ค่อนข้างต่ำ
ควรทิปประมาณ สิบ-สิบห้า เปอร์เซ็นต์ของราคาบริการ
สาธารณูปโภค ได้ชื่อว่าปลอดภัยติดอันดับ เช่นน้ำประปา ในอัฟริกาใต้ส่วนใหญ่แทบทุกเมืองผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว
จึงสามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย
เวลา เร็วกว่าเวลามาตราฐานกรีนนิชสองชั่วโมง จึงช้ากว่าเมืองไทยเราอยู่
ห้า ชั่วโมง
อากาศ ในอัฟริกาใต้มีหลายแบบ เพราะประเทศนี้มีขนาดใหญ่ กลางฤดูหนาวประมาณเดือนพฤษภาคม
มิถุนายน และกรกฎาคม ฤดูร้อนประมาณเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม และมกราคม พอเข้าเดือนกุมภาพันธ์
มีนาคม และเมษายน จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนช่วงที่น่าเที่ยวมากที่สุดคือ
เดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด ดอกไม้บานสะพรั่งไปทั่ว เราจะเห็นได้ว่าอากาศของประเทศนี้จะเปลี่ยนแปลงตามสภาพภูมิศาสตร์
เริ่มตั้งแต่แบบเมดิเตอร์เรเนียนที่เคปเพนนิน ป่าร้อนชื้นในเขตนาทาลและแถบเหนือของทรานสวาล
ภูมิกาศโดยทั่วไปสภาพอากาศร้อนและมีแสงแดด ทำให้สามารถไปเที่ยวอัฟริกาใต้ทั้งปี
การเดินทางและการขนส่ง ในอัฟริกาใต้ ไม่เป็นสองรองใคร มีสายการบินนานาชาติกว่า
60 แห่งพร้อมจะนำคุณเดินทางมาสู่ดินแดนสุดขอบฟ้าแห่งนี้ ส่วนสายการบินในประเทศก็พร้อมบริการพาคุณสู่เมืงสำคัญต่างๆได้ทั่วประเทศ
ส่วนเส้นทางรถยนต์ก็ได้มาตราฐานครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้การเดินทางโดยรถยนต์สดวกสบายและสามารถซอกแซกซอกซอนไปได้ทุกหัวระแหง
พร้อมรถโค้ชที่เปิดเส้นทางครอบคลุมทั่วประเทศ หรือจะเดินทางด้วยรถไฟก็ไม่ว่ากัน
และรถโดยสารประจำทางในเมืองใหญ่เกือบทุกแห่งก็ตรงเวลา ส่วนรถแท๊กซี่นั้นจะไม่ตระเวนรับผู้โดยสารทั่วไป
หากแต่จะคอยจอดรับให้บริการตามจุดต่างๆ ตามแหล่งชุมชนกลางเมือง และท่าอากาศยาน
หรือเรียกทางโทรศัพท์ก็ได้เช่นกัน
ดอกไม้ประจำชาติ ของประเทศอัฟริกาใต้คือ ดอกโพรเทีย (Protia)
ที่มีหลาหลายพันธุ์
ระเบียบการเข้าเมือง
นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถดินทางเข้าอัฟริกาใต้และอยู่ได้นาน สามสิบวัน
โดยไม่ต้องใช้วีซ่า แต่หากต้องการอยู่นานกว่านั้นสามารถยื่นคำร้องของวีซ่าพร้อมหลักฐานคือ
หลักฐานด้านการเงิน เช่น สมุดบัญชีเงินฝาก ใบรับรองจากธนาคาร
หลักฐานการทำงาน
หนังสือรับรอง หรือหนังสือเชิญจากเจ้าภาพในกรณีไปดูงาน หรือมีผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย
และสามารถยื่นเรื่องได้ที่ สถานเอกอัครราชทูตอัฟริกาใต้ประจำประเทศไทย ชั้น
6 อาคารปาร์กพาเลซ เลขที่ 231 ซอยสารสิน ลุมพินี กรุงเทพฯ โทร 0-2253-8473-6
กรณีคนไทยที่เดินทางไปอัฟริกาใต้ และพำนักอยู่เกิน สามสิบวัน ควรติดต่อสถานเอกอัค
ราชทูตไทยในอัฟริกาใต้นั้นตั้งอยู่ที่ 248 Hill Street Cnr. Pretorius Street
Arcadia 0083, Pretoria, Republic of South Africa P.O. Box 12080, Hatfield
0028 เพื่อจะได้ข้อมูลสำหรับติดต่อกรณีฉุกเฉิน หรือมีเหตุจำเป็นอื่นๆ
ข้อควรระวัง
มักมีไข้มาเลเรียพบมากทางภาคตะวันออกของประเทศ (โปรดดูแผนที่แนบ)
การท่องเที่ยวในอัฟริกาใต้ ไม่ควรเดินทางเข้าไปในแหล่งชุมชนเสื่อมโทรม
หรืที่ห่างไกลความเจริญ และในเวลาค่ำคืน เพราะอาจมีปัญหาในเรื่องของความปลอดภัยได้
ทางที่ดีที่สุดคือ สอบถามกับคนท้องถิ่นถึงเส้นทางที่ควรไปหรือเมืองที่ควรแวะ
หรือจองทัวร์ที่เชื่อถือได้ไปจากประเทศไทยจะดีกว่าการไปซื้อเองที่อัฟริกาใต้
เพราะเราไม่ทราบว่า บริษัทใดจะไว้ใจได้หรือไม่ ดังนั้นผู้เดินทาง ควรมีความระมัดระวังในการรักษาส่งของมีค่า
โดยเฉพาะหนังสือเดินทางขงตนเองควรติดตัวหรือถ่ายสำเนาพกติดตัวไว้เสมอ
|
อัฟริกาใต้ กับความหลากหลายที่น่าสัมผัส ณ สุดปลายฟ้า
|
เมื่อเราพูดถึงประเทศแอฟริกาใต้แล้ว คนส่วนมากต้องนึกถึง ซาฟารี(Safari)การเที่ยวชมชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ป่าน่าตื่นเต้นและประทับใจนักเดินทางไปทั่วโลก
แต่ในความเป็นจริงแล้วแอฟริกาใต้ มิได้มีเพียงกิจกรรมตะลุยป่าซาฟารีเท่านั้น
หากยังมีแหล่งท่องเที่ยว ที่สวยงาม แปลกตาที่น่ายลอีกมากมาย "แอฟริกาใต้"
เป็นประเทศที่เจริญทัดเทียมประเทศตะวันตกทั้งหลาย มีถนนหนทาง ตึกระฟ้าและระบบการคมนาคมที่ทันสมัยทั้งทางบก
ทางน้ำและทางอากาศ รวมทั้งเครือข่ายโทรคมนาคมที่ล้ำยุค มีโรงแรมที่พักหรูระดับโลกแต่ราคาย่อมเยา
แอฟริกาใต้มีเมืองที่น่าท่องเที่ยวอยู่หลายเมืองด้วยกัน และเมืองที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่ามีทิวทัศน์ที่สวยงามมากที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง
คือ เมืองเคปทาวน์ ตั้งอยู่ในแหลมทางใต้สุดของประเทศ เคปทาวน์เป็นเมืองท่องเที่ยวต่างอากาศ
และยังมีแหลมต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดีของเคปทาวน์ คือ แหลมกู๊ดโฮป และแหลมอากุลฮาส
ซึ่งตั้งอยู่ปลายใต้สุดของทวีปแอฟริกา เป็นจุดที่มหาสมุทรแอตแลนติคและมห
าสมุทรอินเดียมาบรรจบกันจึงทำให้มีอากาศแปรปรวนอยู่เสมอ และในบริเวณเมืองริมฝั่งทะเลของเคปทาวน์นี้มีเกาะแมวน้ำ
และชายหาดที่นกเพนกวินพันธุ์ แอฟริกาใต้อาศัยอยู่ด้วย และตลอดแนวชายฝั่งทะเลตั้งแต่เมืองเคปทาวน์ไปยังเมืองพอรต์เอลิซาเบท
เป็นเส้นทางที่น่าเที่ยวที่สุดและมีวิวทิวทัศน์ที่งดงามน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง
เส้นทางนี้รู้จักกันดีในชื่อว่า "การ์เดนรู๊ท" ในแถบนี้มีเมืองน่าเที่ยวหลายเมืองเช่น
เมืองยอรจ์ ซึ่งเคยเป็นตลาดค้าทาสที่สำคัญของแอฟริกามาในอดีต เมืองไนซ์น่า
เมืองต่างอากาศของบรรดาเศรษฐีดังๆของโลก และในการ์เดนรู๊ทนี้ยังมีฟาร์มนกกระจอกเทศและเสือชีต้าให้เที่ยวชมอีกด้วย
และในบางฤดูเช่นเดือนกันยายน และตุลาคม ปลาวาฬ จะเข้ามาใกล้ชายฝั่งทะเลแถบนี้เพื่อผสมพันธุ์ให้ได้เห็นกัน
ใกล้กับเคปทาวน์ยังมีเมืองของชาวดัชท์โบราณปลูกไร่องุ่นพันธุ์ดีและโรงงานทำไวน์ชั้นเยี่ยมของแอฟริกาใต้อยู่ด้วย
หากท่านอยากจะเที่ยวชมเหมืองทองและหาซื้อเพชรเม็ดงามๆละก็จะต้องไปเที่ยวที่
เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น เมืองทองของแอฟริกาใต้ ห่างออกไปไม่ไกลนักเป็นเมืองเนรมิต
ซันซิตี้ ซึ่งมีสนามกอล์ฟที่สวยงามและโรงแรมหรูที่มีชื่อเสียงโด่งดังพร้อมสวนน้ำ
คาสิโน การแสดงรีวิวและสิ่งสาระพันบันเทิงต่างๆอีกมากมาย ใกล้กับซันซิตี้ยังมีวนอุทยานสัตว์ป่าขุนเขาพีลันเนสเบิร์ก
และป่าซาฟารีของเอกชนเปิดให้ท่านได้ท่องป่าซาฟารีชมสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ทั้ง
5 ของแอฟริกา คือ สิงโต แรด ควายป่า ช้าง และ เสือดาว ไปจนถึงเพื่อนๆ ที่น่ารักอย่างยีราฟ
ม้าลาย ฮิปโปโปเตมัส และนกนานาชนิด หากคุณอยากจะพักในลอดจ์ (กระท่อม หรือ
เต้นท์ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครัน ก็มีเกมลอดจ์ให้เลือกตามรสนิยมของคุณได้
ส่วนทางชายทะเลฝั่งตะวันออกมี เมืองเดอร์บัน เป็นประตูสู่ดินแดนซูลูซึ่งมีตำนานการต่อสู้อันยาวนานของชาวแอฟริกาเจ้าถิ่นกับกองทัพอังกฤษผู้รุกราน
เลียบลัดตามชายฝั่งมหาสมุทร ตามหาสวนเอเดนcแห่งอัฟริกาใต้
เยี่ยมชมเมืองโจฮันเนสเบิร์ก
เมืองโจฮันเนสเบอร์ก หรือที่ชาวแอฟริกาใต้เรียกกันสั้นๆ ว่า โจเบิร์ก
ซึ่งเป็นเมืองธุรกิจมาตั้งแต่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน และได้รับฉายาว่า The Gold
City
ในช่วงศตวรรษที่ 20 มีการแบ่งแยกสีผิว ทำให้เกิดชุมชนต่างผิวขึ้นคนละมุมเมือง
โดยแยกเป็นเมืองคนขาว คือ Sandton และเมืองคนดำคือ Soweto เป็นเมืองลูกรายล้อมโจเบิร์ก
ในปัจจุบันโจเบิร์กคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและอาคารสูงทันสมัยเหมือนกรุงเทพฯบ้านเรา
จะแตกต่างก็ตรงที่รถไม่ติดมากเหมือนเรา
เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ถือได้ว่าเป็นทางผ่านเข้าสู่ทวีปแอฟริกา และเป็นด่านแรกของการเดินทางเข้าสู่อัฟริกาใต้
ตัวเมืองโจฮันเนสเบิร์กทุกวันนี้มีลักษณะไม่ต่างกับเมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก
โตเกียว หรือ ริโอเดอจาเนโร เพราะพลุกพล่านไปด้วยผู้คนและตึกสูงระฟ้า แต่จุดที่น่าสนใจสำหรับการท่องเที่ยวส่วนมากจะอยู่รอบนอกของโจฮันเนสเบิร์ก
ตัวเมืองจึงเป็นเสมือนจุดผ่านด่านแรกของการเดินทางสู่อัฟริกาใต้ และเพื่อการทำธุรกิจมากกว่าการท่องเที่ยวหรือช้อปปิ้ง
แวะสำรวจเมืองพริทอเรีย เมืองแห่งดอกไม้สีม่วง
เมืองพริทอเรีย (Pretoria) เมืองหลวงด้านการบริหารของแอฟริกาใต้ ห่างจากโจฮันเนสเบิร์กไปทางเหนือประมาณ
65 กิโลเมตร เมืองนี้ตั้งตามชื่อของ แอนดีส์ พรีทอรีอัส (Andries Pretorius)
วีรบุรุษของการต่อสู้รบระหว่างพวกบัวร์ (Boer) กับชนพื้นเมืองผิวดำ พริทอเรียจึงเป็นเมืองหลวงของชาวบัวร์ที่พยายามต่อสู้กับพวกอังกฤษเพื่อให้ได้อิสรภาพ
เมืองนี้เป็นที่ตั้งของสถานทูตนานาชาติ ธนาคาร ทำเนียบประธานาธิบดีและที่ทำการรัฐบาล
วุฒิสภาจะจัดประชุมขึ้นที่เมืองพริทอเรีย ในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรหรือสภาแห่งชาติจะจัดประชุมที่เมืองเคปทาวน์
ซึ่งเป็นเมืองหลวงด้านนิติบัญญัติ พรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอัฟริกาใต้เป็นของคนผิวดำ
รวมทั้งรัฐมนตรีส่วนใหญ่ด้วย ส่วนคนผิวขาวจะดูแลด้านเศรษฐกิจ
ภายในเมืองมีการจัดวางผังเมืองอย่างดี และสวยงามเป็นระเบียบ ส่วนมากจะมีคนผิวขาวอาศัยอยู่
คนแอฟริกาใต้ที่อาศัยอยู่ในโจฮันเนสเบิร์กจะเดินทางมาทำงานที่พริทอเรียแบบเช้าไป-เย็นกลับ
ทำให้การจราจรระหว่างสองเมืองนี้ค่อนข้างคึกคักกว่าเมืองอื่นๆ
สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นและอาจถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของเมืองพริทอเรียคือ ต้นแจ๊กการันดา
(Jacaranda) ที่มีดอกสีม่วงสดบานสะพรั่ง ดั่งเช่นซากุระของชาวญี่ปุ่นฉันนั้น
จนทำให้เมืองนี้ได้สมญานามว่า "City of Jacarandas" ซึ่งจะออกดอกบานสะพรั่งอวดโฉมให้ผู้เดินทางมาเยือนเมืองนี้ได้เห็นกันในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี
และก็เช่นกันว่า เมื่อดอกแจ๊กการันดาเบ่งบานนั่นหมายถึงว่าถึงเวลาแห่งการสอบของนักเรียนที่นี่แล้ว
คล้ายๆ กับบ้านเราที่มักจะสังเกตดอกชมพูพันธ์ทิพย์ ที่เมื่ออกดอกเมื่อใดแสดงว่า
การสอบภาคปลายของนักเรียนไทยมาถึงแล้วเช่นกัน นอกเหนือจากนี้ยังมีสถานทีท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมาก
อาทิ
Church Square จตุรัสกลางเมือง เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์พอล ครูเกอร์
(Paul Kruger Monument) ประธานาธิบดีของรัฐอิสระชาวบัวร์ เมื่อครั้งอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษในอดีต
ในสมัยก่อนจตุรัสแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ชาวบัวร์มาชุมนุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการปกครองและรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองกัน
ซึ่งในวันนี้ที่นี่ก็ยังเป็นแหล่งชุมนุมของประชาชนโดยเฉพาะคนผิวดำทั้งชาวแอฟริกาใต้และประเทศอื่นๆ
มากมาย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกันบ้าง แต่ก็ไม่ปลอดภัยต่อทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวต่างถิ่น
หากไม่มีความจำเป็นจริงก็เพียงแต่วนรถชมโดยรอบก็น่าจะเพียงพอ
City Hall ศาลาเทศบาลเมือง ที่มีหอนาฬิกาและมีระฆัง 32 ใบ และออร์แกนลม
6,800 ท่อ ด้านหน้าอาคารมีอนุสาวรีย์แอนดรีส์ พรีทอรัส และลูกชาย ผู้ก่อตั้งเมืองพริทอเรีย
ถ้าอยากจะชมสวนสัตว์ที่เมืองนี้ก็ต้องไปที่ National Zoological Garden
สวนสัตว์ที่รวมสัตว์พื้นเมืองนานาชนิดของแอฟริกาใต้ เปิดใหชมระหว่างเวลา
08.00 - 17.30 น.
แล้วก็มาถึงสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง Union Building ทำเนียบประธานาธิบดี
และที่ทำการของรัฐบาลที่ใหญ่โตมโหฬารราวกับพระราชวัง จนติดอันดับว่าเป็นทำเนียบประธานาธิบดีที่สวยที่สุดในโลก
อาคารหลังนี้สร้างด้วยหินทรายสีแดงแกะสลักอย่างงดงาม ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมกรีก
ออกแบบโดย เซอร์เฮอร์เบิร์ท เบเกอร์ (Sir Herbert Baker) ลักษณะของอาคารเป็นครึ่งวงกลมโดดเด่นอยู่บนเนินเขา
หันหน้าเข้าสู่ตัวเมือง เมื่อเราขึ้นไปยืนอยู่ที่อาคาร เราจะเห็นเมืองพริทอเรียได้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะยามค่ำคืนจะสวยงามมากเพราะมีแสงไฟสีสันสวยงามประดับประดา ด้านหน้าอาคารก็มีสวนดอกไม้และร้านขายของที่ระลึกพื้นเมืองให้นักช้อปทั้งหลายได้ซื้อหาติดมือเป็นของฝากคนทางบ้านกันด้วย
อย่าลืมต่อราคา!
จุดต่อไปคือ อนุสาวรีย์วูร์เทรคเกอร์และพิพิธภัณฑ์ (Voortrekker Monument
& Museum) ตั้งอยู่นอกเมือง ที่นี่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชนผิวขาวเชื้อสายดั้งเดิมของชาวบัวร์
อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเดินทางอพยพของพวกบัวร์จากปลายแหลมของทวีปเข้าสู่ใจกลางประเทศแอฟริกาใต้
และร่วมฉลองครบรอบ 100 ปี ของการสู้รบกับชาวพื้นเมือง
บริเวณใต้ถุนอาคารจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑืขนาดเล็กแสดงภาพชีวิตของชาวบัวร์
สิ่งของเครื่องใช้ และการต่อสู้เพื่ออิสระภาพ
และถ้าพอมีเวลาและโอกาส เราแนะนำให้คุณแวะชม Lesedi Cultural Village
หมู่บ้าน(ศูนย์)วัฒนธรรมเลเซดี ห่างจากเมืองพริทอเรียประมาณ 40 นาที
เป็นศูนย์วัฒนธรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ถึงประวัติความเป็นมา
ความแตกต่าง ของชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ ของแอฟริกาใต้ มีการจัดแสดงบ้านเรือนที่อยู่อาศัย
ศิลปะ การแสดงต่างๆของชนเผ่าพื้นเมือง อาทิ Zulu Xhosa Pedi Basotho เป็นต้น
รวมไปถึงมีอาหารรสชาติพื้นเมืองไว้บริการนักเดินทางด้วย
บ้านเรือนของชนเผ่าซูลูมีลักษณะเป็นโดมทรงกลมมุงด้วยหญ้า ขนาดสูงเท่าๆกับคนยืน
แต่ไม่ใหญ่โตนัก ชนเผ่าซูลูมีกษัตริย์เป็นผู้นำ จนถึงปัจจุบันมีกษัตริย์ปกครองมาแล้วถึง
15 องค์ กษัตริย์ที่สำคัญและเป็นที่รู้จักกันคือ กษัตริย์ชาคก้า (King Shaka)
ผู้ที่มีความสามารถทางการรบ และเป็นผู้ค้นพบอาวุธใหม่คือ โล่ และหอกสั้น
จนกลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวและเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าซูลูที่เราได้เห็นกันทุกวันนี้
ส่วนงานศิลปะที่โดเด่นของชนเผ่านี้คือ งานร้อยลูกปัดที่ออกแบบลวดลายอย่างสวยงามที่เรียกว่า
Zulu Bredwork
ส่วนบ้านของเผ่า Basotho จะทำด้วยหิน และมีการปกคลุมอย่างมิดชิด เพื่อป้องกันความหนาวเย็นที่มาเยือนในช่วงฤดูหนาว
แต่ถ้าคุณได้เห็นบ้านที่มีการเพ้นท์กำแพงบ้านด้วยสีสันที่สดใส และมีการ้องรำฮัมเพลงกันอย่างสนุกสนานทั้งหญิงและชายแม้ยามทำงานละก็
ที่นั่นคือบ้านของชนเผ่า Xhosa
และบ้านที่มีการตกสร้างแบบเรียง่ายแต่แน้นสัสันในการตกแต่งให้แตกต่าง นั่นคือบ้านของเผ่า
Pedi แม้ชนเผ่านี้จะอยู่อย่างเรียบง่าย แต่ผู้ชายของเผ่านี้สามารถมีภรรยาได้ถึง
3 คน แถมยังอยู่ในรั้วเดี่ยวกันอีกต่างหาก แต่บ้านคนละหลังค่ะ ค่อยยังชั่ว
สัมผัสความยิ่งใหญ่ของหุบเขาแห่งแสงตะวัน ซันซิตี้
จากเมืองพริทอเรียมาประมาณสองชั่วโมง ข้ามผ่านทะเลสาบเหนือเขื่อนวิคตอเรีย
ชื่อว่า Haartbeespoort แหล่งน้ำสำคัญของเขตนี้ และยังส่งไปใช้ที่โจฮันเนสเบิร์กด้วย
สองข้างทางมีสินค้าวางขายมากมาย ส่วนมากจะเป็นของพื้นเมืองจำพวกไม้แกะสลัก
ผ้าพิมพ์ลาย หินสี รวมไปถึงผลไม้รสอร่อยราคาถูก
Sun City ซันซิตี้ หรือ The Lost City เมืองลับแลแห่งหุบเขาแสงตะวัน
เป็นเมืองที่ถูกเนรมิตขึ้นจากความคิดของอภิมหาเศรษฐีที่ชื่อว่า ซอล เคิร์ซเนอร์
(Sol Kerzner) ที่ลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาลถึง 28,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างนาน
18 ปี และความพยายามอีกล้นเหลือในการเนรมิต ผืนดินอันว่างเปล่า และแห้งแล้งในแคว้น
Bophuthatswana กลางอัฟริกาใต้ให้กลายเป็นเมืองแห่งความสำราญบันเทิงทุกรูปแบบ
บริเวณที่ตั้งของซันซิตี้นี้ มีเรื่องเล่าขานกันว่า เมื่อหลายพันปีก่อนโน้น
ชนเผ่าแถบแอฟริกาเหนือได้เดินทางมาตั้งนครในบริเวณนี้ ซึ่งเป็นบริเวณที่เขาต้องการให้แสงแดดส่องถึงซึ่งก็คือ
Valley of the Sun ในปัจจุบันนั่นเอง เมื่อพวกเขาสร้างเมืองจนสำเร็จยิ่งใหญ่ตระการตา
มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และถูกจัดเป็นเมืองที่มีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง
จนวันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมืองนี้จึงถูกทำลายลงในพริบตา
ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
แล้วอภิมหาเศรษฐีนามว่า ซอล เคิร์ซเนอร์ ก็ได้มาเป็นผู้บันดาลความฝันในอดีตให้กลับกลายมาเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
โดยการเริ่มสร้างโรงแรมไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ โรงแรมเดอะซันซิตี้ (Sun City
Hotel) โรงแรมเดอะคาบานาส (The Cabanas) โรงแรมเดอะคาสเคทส์ (The Cascades)
จนในปี คศ. 1992 เขาก็ได้สร้างโรงแรมที่ที่หรูราคาแพงที่สุดในบรรดาโรงแรมทั้งหลายที่ได้กล่าวมา
นามว่า เดอะพาเลซ (The Palace or The Palace of the Lost City) ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียนผสมแอฟริกัน
และตกแต่งภายในในสไตล์แอฟริกัน
อาณาจักรอลังการดาวล้านดวงแห่งนี้ ว่ากันว่าเดินทั้งวันก็ไม่ทั่ว ที่นี่เขาก็เลยมีรถรับส่งระหว่างโรงแรมและสถานที่ต่างๆ
เพื่อความสะดวกสบายของแขกที่มาพัก ไม่ว่าคุณจะไปทานข้าวที่โรงแรมซันซิตี้
หรือไปเล่นคาสิโนดูโชว์ ที่เดอะคาสเคทส์ คุณก็จะได้รับความสะดวกสบายจากการบริการของที่นี่
สำหรับผู้ที่ต้องการจะพักผ่อนที่นี่มี สระว่าน้ำขนาดใหญ่ และทะเลน้ำจืดเทียมขนาดใหญ่ยักษ์ที่เรียกว่า
Valley of Wave มีลักษณะเหมือนทะเลจริงๆ แวดล้อมด้วยขุนเขาและต้นไม้ที่จัดตกแต่งอย่างเป็นระเบียบสวยงาม
รวมไปถึงคลื่นยักษ์เทียมที่คอยโถมกระหน่ำสร้างความตื่นเต้นให้กับเราได้ไม่รู้เบื่อ
ใกล้ๆ กันคือ สะพานแห่งกาลเวลา Bridge of time สองข้างสะพานมีช้างแกะสลักเรียงรายอยู่
สะพานนี้เชื่อมต่อกับกองหินมหึมา ที่เชื่อว่าเป็น The Lost City ที่สูญหายไป
และเพื่อเป็นการตอกย้ำระลึกถึงความทรงจำเขาเลยสร้างสะพานแห่งนี้ขึ้น ทุกๆ
หนึ่งชั่วโมงสะพานจะถูกเขย่าเสมือนแผ่นดินไหว
นอกเหนือจากนี้ยังมีสนามกอล์ฟระดับมาตราฐานโลก ที่ใช้เป็นสถานที่แข่งขันกอล์ฟนัดสำคัญๆ
มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ออกแบบโดยนักกอล์ฟชื่อดังของโลก Gary Player คือ
Gary Player Golf Course และ Sun City Golf Course โรงภาพยนตร์
ร้นค้า ดิสโก้เธค คาสิโนที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เมืองนี้ไม่เคยหลับไหล
สวนสัตว์ สวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวมพันธุ์ไม้จากทั่วโลกเอาไว้ พร้อมน้ำตก และธารน้ำไหลรินเอื่อยๆ
ที่สร้างความสดชื่อสบายอย่างบอกๆไม่ถูก และอื่นๆ อีกมากมาย
ที่สำคัญเมื่อคุณจะเดินไปมาที่ใดในอาณาจักรแห่งนี้อย่าลืมพกบัตรผ่าน (กุญแจห้องพัก)
ไปด้วย เพราะบางสถานที่และกิจกรรมบางประเภทถูกสงวนไว้สำหรับแขกที่มาพัก The
Palace เท่านั้น ถ้าเป็นแขกของโรงแรมอื่นๆ ต้องเสียค่าเข้าชมด้วย ความรู้สึกนี้ทำให้หลายๆ
คนนึกว่าตนเองเป็นเสมือนเจ้าหญิงองค์น้อยที่ไปไหนมาไหนต้องยกป้ายอาญาสิทธิ์ไว้ผ่านทาง
เข้าป่าดูสัตว์ที่วนอุทยานสัตว์ป่าขุนเขาพีลาเนสเบิร์ก
Pilanesburg Nature Reserve วนอุทยานสัตว์ป่าขุนเขาพีลาเนสเบิร์ก
อยู่ไม่ไกลาจากซันซิตี้นัก นั่งรถไปประมาณ 15 นาทีก็ถึงแล้ว รถที่จะพาไปชมสัตว์เป็นรถแบบเปิดโล่งด้านข้างเปิดโล่งรับลม
(เย็นมากในช่วงฤดูหนาว เรียกว่าเขาต้องมีผ้าห่มไวกันลมแถมกันเชียว) ดูไปคล้ายๆ
กับรถขนทหาร จุคนได้ประมาณ 20 คน รถแต่ละคันจะมีนายพราน หรือ Ranger ซึ่งเป็นทั้งคนขับรถและไกด์คอยแนะนำวิธีการชมสัตว์ให้ทราบ
ป่าเขาพิลาเนสเบิร์กแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 500 ตารางกิโลเมตร พื้นที่เกิดจากภูเขาไฟระเบิดเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ทำให้ผืนดินมีแร่ธาตุอุดมสมบรูณ์ มีความเขียวชอุ่มเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานับชนิด
และแน่นอหมายรวมถึง ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้า (Big Five) คือ ควายป่า ช้าง สิงโต
แรด และเสือดาว ซึ่งถ้าได้เห็นครบก็ถือได้ว่าเป็นการชมสัตว์ที่สมบูรณ์
แต่ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะสัตว์ที่นี่อยู่กันอย่างอิสระ
จุดเด่นที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดีในอัฟริกาใต้ คือ การท่องเที่ยวแบบซาฟารี
ชมสัตว์ป่าที่มีชีวิตอยู่อย่างอิสระเสรีตามธรรมชาติ ในป่าซึ่งเป็นป่าโปร่ง
ป่าละเมาะและทุ่งหญ้าสะวันนา จนถึงกึ่งทะเลทราย อัฟริกาใต้มีสัตว์ป่ากว่า
220 ชนิด ซึ่งซาฟารีที่นักท่องเที่ยวจะไปเยือนก็มีอยู่ 2 รูปแบบคือ อุทยานแห่งชาติ
และเขตสงวนของเอกชน
การชมสัตว์ที่ดี (Game Drive or Game Viewing) ควรออกไปชมสัตว์ตั้งแต่เช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
เพราะเป็นเวลาที่สัตว์ออกมาหากินกลางคืนยังเดินวนเวียน และสัตว์หากินกลางวันเริ่มออกมา
เป็นช่วงเวลาที่สามารถพบเห็นสัตว์ได้มากชนิดที่สุด ในเวลากลางวันอากาศจะร้อนจัด
สัตว์ส่วนใหญ่จะหลบร้อนในที่ร่ม สิงโตและเสือชีต้าจะนอนอยู่ใต้ต้นไม้ ในพงหญ้า
ส่วนเสือดาวจะนอนอยู่ตามคานไม้
สำหรับช่วงบ่ายถึงเย็น สัตว์หากินกลางคืนเริ่มตื่นนอน สัตว์หากินกลางวันจะมาชุมนุมตามบ่อน้ำ
การดักเฝ้าดูใกล้ๆ บ่อน้ำ จะได้เห็นสัตว์หลายชนิด รวมทั้งอาจได้ยลโฉมของเสือและสิงโต
ส่วนในตอนกลางคืนสัตว์ล่าเนื้อจะออกหากิน การออกไปชมสัตว์ในช่วงนี้อาจจะได้เห็นการล่าเหยื่อ
ถ้าหากคุณไม่เพียงพอกับการชมสัตว์เพียงครั้งเดียว เราแนะนำให้ทำ Game Drive
ประมาณสองครั้ง คือ เช้ามืดและตอนเย็น จะได้เห็นทั้งสองบรรยากาศ และถ้าทำ
Game Drive ที่นี่ไม่เพียงพอ อัฟริกาใต้ยังมีป่าซาฟารีอีกหลายแห่งให้ได้เที่ยวชมกันอย่างจุใจ
ซึ่งจะแนะนำต่อไป
สัตว์ที่มักออกมาอวดโฉมให้เราๆ ได้เห็นกันมากก็มีหลายอย่างเช่น Wildebeest
สัตว์ที่มีลักษณะคล้ายวัว มีเขาเกลี้ยงโค้งออกทางด้านข้างแล้วงอนขึ้นกลับเชิดขึ้นข้างบน
ปลายเขายื่นเข้าหากันคล้ายวัวไทยเหมือนกัน รูปร่างเทอะทะไม่ปราดเปรียว ตัวมีขนสีเทา
มีแผงคอสีดำและใต้คางตลอดคอมีขนดำยาว ระยะตั้งคอมาถึงหน้าจนกระทั่งกลางตัวมีขนสีดำเป็นริ้ว
หางเป็นพวงเหมือนม้า
อิมพาล่า Impala มักอยู่กันเป็นฝูง เป็นกวางขนาดเล็ก แต่รูปร่างสง่า ขนสีน้ำตาลเข้มเกลี้ยงเป็นมัน
(เนื้ออร่อยอีกต่างหาก)ข้อเท้าเหนือกีบมีจุดดำ และมีขนแข็งสีดำ หลังสีน้ำตาลเข้ม
ข้างตัวสีน้ำตาลอ่อน และท้องสีขาว ตัวผู้เท่านั้นที่มีเขา ลักษณะเป็นปล้องๆ
ครึ่งแรกของเขากางออกทั้งสองข้าง ส่วนตรงกลางบิดกลับและตั้งตรง เพราะมีความสง่าของรูปร่างเป็นทุน
ทำให้สัตว์ชนิดนี้ได้ชื่อว่าชอบสร้างฮาเร็ม (ตามคำบอกเล่าของนายพราน) โดยเจ้าตัวผู้ที่แข็งแรงกว่าตัวอื่นๆคอยดูแลตัวเมียเป็นฝูงได้ถึง
40 ตัว ส่วนตัวผู้ที่อ่อนแอจะถูกผลักไสให้ไปรวมกลุ่มกับอิมพาลาหนุ่มตัวอื่น
ช้างแอฟริกา ที่มีความแตกต่างจากช้างเอเชียทีมีใบหูใหญ่โบกสะบัดพัดไปมา ตัวใหญ่กว่าและหน้าตาดุดันไม่น่ารักเหมือนบ้านเรา
นอกเหนือจากนั้นก็อาจเป็นควายป่าแอฟริกา ที่มีขนาดใหญ่กว่าบ้านเรา มีเขาโค้งลงและงอเข้าหากันที่มักออกหากินในตอนเช้าและเย็น
และที่ดูน่ารักสม่ำเสมอคงหนีไม่พ้นเจ้ายีราฟ ที่แขนขาเก้งก้าง คอยาว ที่มักพบคลอเคลียกันเป็นคู่ดูน่าอิจฉา
ไปดูตะเข็บน้ำทะเลที่เคปทาวน์
Cape Town เคปทาวน์ เมืองเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 300 ปี ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
ตั้งอยู่ปลายสุดของอัฟริกาใต้ ถูกโอบล้อมด้วยมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแอตแลนติก
ด้านหน้าหันหน้าเข้าหามหาสมุทรใหญ่ทั้งสอง ส่วนด้านหลังมีเทือกเขาสูงเป็นกำแพง
(เขาสูตรลักษณะดีตามฮวงจุ้ยของชาวจีน)
เคปทาวน์ เป็นเมืองหลวงด้านนิติบัญญัติของอัฟริกาใต้ มีอดีตเก่าแก่ที่สุด
แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่ทันสมัยที่สุดด้วยเช่นกัน แถมด้วยรางวัลการเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าใจกว้างที่สุดของอัฟริกาใต้อีกด้วย
เพราะที่เมืองนี้คนต่างสีผิวสามารถเดินเคียงบ่าเคียงกันได้ทุกสถานที่ จุดเด่นของเมืองอยู่ที่ภูกเขาลูกใหญ่กลางเมืองที่สามารถมองเห็นได้จากทุกสารทิศ
รูปทรงแปลกตาคือ ส่วนที่เป็นยอดเขาแทนที่มีลักษณะกลม กลับราบเรียบเสมือนโต๊ะอย่างไรอย่างนั้น
จึงทำให้ภูเขาลูกนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า ภูเขาโต๊ะ หรือ Table Mountain
1,086 เมตร ทำให้ที่นี่เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดของเมืองเคปทาวน์
แวะนั่งเรือที่ท่าฮูทเบย์ (Hout Bay) เพื่อไปชมแมวน้ำที่ เกาะดุยเกอร์
(Duiker Island) ซึ่งใช้เวลาในการไป-กลับประมาณหนึ่งชั่วโมง หากจะไปเที่ยวเกาะ
ในแต่ละฤดูเรือจะออกแตกต่างกันไป เช่น ในฤดูร้อนเรือจะออกทุกๆ 30 นาที ตั้งแต่เวลา
10.30 - 16.00 น. ส่วนช่วงเวลาอื่นจะมีเรือบริการวันละ 3 เที่ยว คือ ช่วงเทียงถึงประมาณบ่าย
4 โมงเท่านั้น เมื่อเดินทางถึงเกาะดุยเกอร์ คุณก็จะเริ่มเห็นเหล่าแมวน้ำตัวอ้วนอุยนอนเบียดเสียดอาบแดดกันเต็มเกาะ
ร้องเสียงระงม แมวน้ำพวกนี้ค่อนข้างเชื่องคน แถมบางทียังกระโดดว่ายน้ำโชว์นักท่องเที่ยวให้ได้ยิ้มหัวกันก่อนกลับ
(แนะนำให้นำกล้องสองตาไปด้วย จะได้เห็นความน่ารักของสัตว์ตัวน้อยชัดๆ)
ชมแมวน้ำกันแล้ว คราวนี้ถึงคิวของเหล่านกเพนกวินที่เมืองไซมอนส์ (Simon's
Town) ณ เมืองแห่งนี้บ้านเรือนจะตั้งลดหลั่นกันอยู่ตามเนินเขา หันหน้าออกทะเล
ซึ่งเจ้าของส่วนมากเป็นคนมีฐานะทั้งนั้น เมื่อมาถึงบริเวณชายหาดโบลเดอร์
Boulder Beach คุณจะได้พบกับเจ้าบ้านตัวน้อย นกเพนกวินอัฟริกา ตัวผู้มีสีสันมากกว่าตัวเมีย
โดยเฉพาะบริเวณขอบตาจะมีสีชมพู คล้ายแต้มสีอายแชโดว์ไว้อย่างนั้น ส่วนตัวเมียจะไม่มี
ลำตัวมีสีดำขาวตัดกัน แต่ตัวเมียมีสีน้ำตาล และมีขนาดใหญ่กว่า นกเพนกวินที่นี่ใช้ชิวิตอย่างอิสระสบายอารมณ์ตามธรรมชาติของเขา
ให้คุณได้สังเกตพฤติกรรมดูจะหลงใหลไปกับความน่ารักของสัตว์ขนาดกระเป๋า
แหลมแห่งความหวัง หรือ แหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) อยู่ในเขตสงวน
Cape of Good Hope Nature Reserve อยู่ห่างจากตัวเมืองเคปทาวน์ไปประมาณ 60
กิโลเมตร ซึ่งคนส่วนมากคิดว่าเป็นส่วนที่อยู่ใต้สุดของทวีปอัฟริกาใต้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช้
เพราะส่วนที่อยู่ปลายสุดนั้นคือ แหลมอากุลฮาส Cape Agulhas แต่มีชื่อเสียงมากกว่า
ปลายสุดแหลมมีประภาคารขนาดใหญ่ และคนส่วนมากมักบอกกันว่าบริเวิณีนี้จะเห็นรอยตะเข็บที่มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติกมาบรรจบกันได้ชัดเจนบนผิวน้ำ
ซึ่งเป็นเหตุให้บริเวณนี้ ท้องทะเลมักมีหมอกลงจัด อากาศแปรปรวน ทั้งนี้เพราะกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นมาปะทะกัน
ทำให้ยากต่อการเดินทางโดยทางเรือทั้งในสมัยโบราณและปัจจุบัน ทัศนวิสัยไม่ดีนักทำให้เรือขชนหินโสโครกหรือชนกันเองเสมอๆ
จนก่อให้เกิดเรื่องราวของภาพหลอน มิติอันลี้ลับและเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับฟลายอิ้งดัตช์แมน
Flying Dutchman ซึ่งเป็นชื่อเรือที่นักเดินทางเรือชาวดัตช์ ที่พยายามจะเดินทางอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปให้ได้
แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ทำให้เรือสูญหายไปในทะเลท่ามกลางหมกหนาทึบ จนทุกวันนี้
และจุดชมวิวที่แจ๋วที่สุดคือ Cape Point เคปพอยท์
Table Mountain เทเบิ้ล เมาเท่น หรือภูเขาโต๊ะ ภูเขาสูงยอดตัดตรง
เหมือนกับโต๊ะ วิธีขึ้นไปบนภูเขาโต๊ะที่ดีที่สุดคือการนั่งกระเช้าไฟฟ้า (Cable
Car) ซึ่งในช่วงที่ลมแรงหรือมีฝนตกจะหยุดวิ่งทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยขงผู้มาเยือน
แต่สำหรับผู้รักการผจญภัยอาจเดินขึ้นไปตามทาง หรือไต่หน้าผาขึ้นไปก็ได้ เมื่อขึ้นมาด้านบน
มีเส้นทางเดินที่ทำจากหินราดด้วยซีเมนต์ ลัดเลาะไปตามแนวขอบเขา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมวิวรอบด้านได้อย่างชัดเจน
ไกลไปจนถึงตัวเมืองเคปทาวน์ทีเดียว
บนภูเขาโต๊ะนี้มีสัตว์ตัวเล็กประเภทหนึ่งหน้าตาน่าเอ็นดู ชื่อว่าตัวแดสซี่
หรือกระต่ายหิน (Dassie or Rock Rabbit) มีลักษณะกึ่งผสมระหว่างกระรอกกับกระต่าย
หน้าตาพิกลแต่ก็น่ารัก และเป็นมิตรกับผู้คนที่ผ่านมาเยือน ชอบวิ่งซุกซนไปตามซอกหินทั่วไป
เมื่อมองไปรอบๆ เราจะเห็นภูเขารายล้อมหลายต่อหลายลูก แต่ที่โดดเด่นคือ ไลอ้อน
เฮด (Lion Head) ภูเขาที่มองดูแล้วใครๆ ก็ต้องพูดว่าคล้ายหัวสิงโต ยิ่งถ้าคุณได้ไปเยือนในเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าด้วยแล้ว
คุณจะเห็นภูเขาลูกนี้มีสีแดงสวยงามยิ่งนัก
ในช่วงหน้าร้อนเขาเปิดให้ขึ้นไปชมภูเขาโต๊ะได้ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม
ส่วนหน้าหนาวคงต้งรอดูสายนิดตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นเท่านั้น
เรื่องของเรื่องก็เพราะอากาศเป็นเหตุนั่นล่ะค่ะ และในช่วงฤดูหนาวขอแนะนำว่าคุณควรนำเสื้อกันลมไปด้วยจะดีมาก
เพราะลมที่นี่แรงมากจริงๆ สังเกตได้จากต้นไม้ใหญ่โดยรอบและระหว่างทางขึ้นและบนยอดเขาที่เอนเอียงระเนระนาดกันไปตามกระแสลม
และเพราะอากาศข้างบนหนาวเย็นและมีลมแรง บางครั้งมีเมฆหมอกปกคลุม ชาวเมืองจึงเรียกกันว่า
ผ้าปูโต๊ะ (Table Cloth)
บนภูเขาโต๊ะ มีร้านอาหาร ร้านชา กาแฟ และร้านขายของที่ระลึกไว้บริการด้วย
แหล่งช้อปปิ้งที่โดดเด่นชองเคปทาวน์คงหนีไม่พ้น Victoria & Alfred
Waterfront วิคตอเรีย อัลเบิร์ต วอเตอร์ฟร้อนท์ นักท่องเที่ยวมักไม่พลาด
เพราะเป็นแสงสี ความมีชีวิตชีวาของเคปทาวน์ มีร้านค้า ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์
และเป็นท่าเทียบเรือขนาดเล็กด้วย และหากต้องการชมวิวเคปทาวน์ สามารถนั่งเรือออกไปนอกอ่าวได้
ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงถึงสามชั่วโมงแล้วแต่ความพอใจของคุณ
เส้นทางสายเอเดนแห่งอัฟริกาใต้
เราเดินทางผ่านเส้นทาง Wine route แวะชมไร่องุ่นและการผลิตไวน์กันที่
เมืองสแตลเลนบอช Stellenbosch เมืองหลวงแห่งการทำไวน์ เป็นเมืองเก่าแก่อันดับสองของอัฟริกาใต้
ยังคงรักษาอาคารบ้านเรือนสมัยเก่าไว้ได้ในสภาพที่ดีเยี่ยม และสวยงาม เมืองนี้มีไร่องุ่นมากมาย
และเป็นไร่องุ่นที่ดีและมีจำนวนมากมาย มีโรงงานผลิตไวน์แดง และมีบริการให้ชิมไวน์กันด้วยที่
Spier Wine Estate ที่มีร้านอาหารและโรงแรมขนาดเล็กอยู่ในไร่ไว้บริการนักเดินทางด้วย
การชิมไวน์ของ Spier Wine Estate จะมีผู้รู้ให้คำแนะนำในการดื่มไวน์ เขาจะจัดให้เรานั่งกันเป็นแถวหน้ากระดาน
แต่ละคนจะมีได้รับการเสริฟไวน์ประมาณ 6 - 7 ชนิด น้ำดื่ม และกระโถนทองแดงไว้สำหรับบ้วนปากและเทไวน์ทิ้ง
เริ่มต้นด้วยวิธีการจับแก้วไวน์ การชื่นชมกับกลิ่นไวน์ และชิมทีละนิดพอให้รู้รสชาติ
แล้วจึงเทเข้าปากจนหมดสำหรับคอไวน์ และเททิ้งกระโถนทองอแดงที่ตั้งไว้สำหรับคนที่ไม่ชอบนัก
และก็จะชิมแก้วต่อไปเรื่อยๆ ตามขั้นตอนจนครบตามจำนวน ส่วนมากจะเริ่มด้วยไวน์ขาว
แล้วจึงไปที่ไวน์แดง การจัดวางแก้วไวน์นั้น ได้รับการเฉลยว่า จัดอันดับตามรสชาติ
ความเก่าเก็บ และรสเลิศของไวน์นั่นเอง มิน่าแก้วสุดท้ายถึงยอดเยี่ยมที่สุด
ชิมไวน์กันแล้วก็อย่าลืมแวะซื้อไวน์ที่ร้านจำหน่ายไวน์กลับบ้านเป็นของฝากตัวเองกันคนละขวดสองขวด
เพราะราคาย่อมเยาพอสมควร
ไนซ์น่า ความฝันริมทะเลสาบ
การเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายเอเดน หรือ Garden Route จากเมืองเคปทาวน์นั้นต้องเข้าสู่ฟรีเวย์
N2 แล้วมุ่งหน้าสู่เส้นทางของ Garden Route ถนนสายนี้ยาวเหยียดตัดผ่านท้องทุ่ง
หุบเขา สวนดอกไม้ สวนผลไม้ ต้นไม้ป่าขนาดใหญ่ และธรรมชาติที่มหัศจรรย์ เลียบเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ไปทางฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศ
จากนี้คุณต้องมหาสมุทรแอตแลนติกไว้กับเมืองเคปทาวน์ เพราะต่อแต่นี้ไป หากได้พบมหาสมุทรเมื่อไหร่ก็จะต้องเป็นมหาสมุทรอินเดียเท่านั้น
ช่วงที่เหมาะกับเส้นทางสายนี้ที่สุดคือช่วงเดือนตุลาคม เพราะดอกไม้หลากสีหลายพันธุ์จะบายสะพรั่งเต็มท้องทุ่งและหุบเขา
และด้วยเหตุนี้เองถนนสายนี้ จึงได้ชื่อว่า ถนนสายเอเดน (ถนนสายดอกไม้)
Garden Route
การเดินทางเข้าสู่เมืองไนซ์น่า Knysna นั้นต้องผ่านเมือง Mossel Bay
ดินแดนชายทะเลที่สวยงาม สงบ ถูกค้นพบโดย Diaz เมื่อ 500 กว่าปีมาแล้ว ซึ่งทุกวันนี้มีอนุสาวรีย์ของไดอาซตั้งอยู่หันหน้าออกทะเลเฝ้ามองสิ่งที่เขารักที่สุด
และภายในจะเป็นพิพิธภัณฑ์เรือจำลองขนาดและรูปแบบเท่ากับเรือลำจริงที่ไดอาซใช้เดินทางรอนแรมจากแอตแลนติกสู่มอสเซิลเบย์
มหาสมุทรอินเดีย ดูแล้วต้องยกย่องว่าคนสมัยโบราณเชี่ยวชาญ อาจหาญ ฉลาก และเป็นนักต่อสู้โดยแท้จริง
ต้องลองไปชมดูแล้วคุณจะรู้ว่าทำไม
Knysna ไนซ์น่า เมืองแห่งความฝันริมทะเลสาบ เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักที่เชื่อมต่อจากมหาสมุทรอินเดีย
ผู้คนไม่พลุกพล่าน ไม่มีตึกระฟ้า ร้านค้าของที่นี่คล้ายๆ ยุโรปเป็นร้านเล็กๆ
เรียงรายอยู่ตามสองข้างทาง แต่ร้านค้าค่อนข้างจะปิดเร็วคือประมาณ 5-6 โมงเย็นเท่านั้น
ถึงจะเป็นเมืองขนาดเล็กแต่ผู้คนที่นี่ส่วนมากจะเป็นผู้มีฐานะดี ในลากูนจึงมีเรือยอท์ชหรูหราจอดเรียงรายกันเต็มไปหมด
และมีโรงแรมน่ารักริมทะเลสาบนามว่า Knysna Quays Hotel ที่มักมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนกันมาพักไม่ขาดสาย
การทานอาหารที่ไนซ์น่า ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีร้านอาหารรสชาติดีทั้งแบบตะวันตกและตะวันออกอยู่มากมาย
แถมท้ายด้วยบรรยากาศริมทะเลสาปที่แสนโรแมนติก และถ้าคุณสั่งอาหารสิ่งที่ลืมไม่ได้คือ
หอยนางรม เพราะหอยนางรมของที่เมืองนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของความสดและรสชาติมาก
และเมื่อทานอาหารกันแล้ว จะสำรวจราตรีก็ต้องรีบกันนิดเพราะผับ บาร์ จะปิดประมาณ
4 ทุ่มเป็นส่วนใหญ่
ขึ้นรถจักรไอน้ำ Quteniqua Choo Tjoi Steam Train ที่เมืองจอร์จ
กล่าวกันว่า เมืองจอร์จ George เป็นเมืองหลวงของเส้นทางสายเอเดนแห่งอัฟริกาใต้
และเส้นทางที่สวยงามคือระหว่างสถานีจอร์จสู่ไวน์ดอร์เนส เส้นทางสายโรแมนติก
ใช้เวลาในการเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมง บริเวณสถานีจอร์จมีพิพิธภัณฑ์รถไฟ
สถานที่รวบรวมรถไฟเก่าๆ ที่มีคุณค่าไว้มากมาย รวมทั้งร้านค้าร้านอาหาร ร้านขายของทีระลึก
(อีกตามเตย)
ในอดีตรถไฟไอน้ำใช้ในการขนส่งสินค้า แต่ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่
จึงนำรถไฟชนิดนี้มาเปิดเส้นทางวิ่งบริการนักท่องเที่ยวเพื่อย้อนอดีต รถไฟคลาสสิคขบวนนี้
มีโบกี้ที่ทำด้วยเหล็กกล้าและไม้ขัดจนมันเงา เก้าอี้นั่งและการตกแต่งภายในก็เป็นไม้เช่นกัน
เราจะเห็นได้ว่าเขาอนุรักษ์ของเก่ากันได้อย่างดีแทบไม่มีที่ติ เส้นทางที่ผ่านเลียบทะเล
ให้เราได้ชมชมทิวทัศน์ที่สวยงามสองข้างทาง เห็นแต่ท้องฟ้าและสายน้ำที่สวยงาม
ภาพของทุ่งหญ้า บ้านเรือนและผู้คนที่โบกมือทักทายด้วยรอยยิ้ม การนั่งรถไฟขบวนนี้ได้รับความเพลิดเพลินไม่น้อย
มีเสียงฉึกฉักๆ และนานๆทีสารถีก็ชักหวูดปู๊นๆ มีเสียงซ่าชองแรงอัดไอน้ำเป็นระยะๆ
และช่วงที่สวยที่สุดของการนั่งรถไฟสายปรารถนานี้คือ ช่วงสะพานรางรถไฟที่โค้งพาดผ่าน
ด้านหนึ่งเป็นเขาอีด้านเป็นเวิ้งทะเล (ช่วงไวน์เดอร์เนส)รับรองว่าสวยจริงๆ
ค่ะ
นั่งเรือดูปลาที่อ่าวแพรทเทนเบิร์ก
อ่าวแพรทเทนเบิร์ก Plettenberg Bay แหล่งชุมนุมปลาโลมา สัตว์น้ำผู้น่ารัก
เรือที่ใช้เป็นเรือเร็วของ บริษัท Ocean Blue Adventure นักท่องเที่ยวต้องสวมเสื้อชูชีพ
และใส่หมวกกันน๊อกเพื่อความปลอดภัยของตนเอง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนเบื้องต้นเกี่ยวกับการระมัดระวังตัวระหว่างนั่งอยู่ในเรือ
ที่นี่ถ้าคุณโชคดีจะมีเจ้าปลาโลมา ปลาวาฬ ปลาฉลาม ที่กระโดดเล่นน้ำอวดโฉมผู้มาเยือน
รวมไปถึงนกนานาชนิด และแมวน้ำจำนวนมากท่ามกลางน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าการเที่ยวอัฟริกาใต้นั้นเป็นการเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติจริงๆ
ดังนั้นจึงไม่สามารถรับรองได้ว่าคุณจะเห็นสัตว์ครบทุกอย่าง ก็ขอให้คุณโชคดีเหมืนเรานะคะ
เพาะเขจะเป็นภาพที่ตราตรึงไปนานทีเดียว
นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวที่กล่าวมาแล้วตามเส้นทางสายเอเดน อัฟริกาใต้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย
เช่น ดูดอกไม้ป่า ในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม เพราะเป็นฤดูใบไม้ผลิดอกไม้จะบานสะพรั่งอยู่ทั่วประเทศ
หรือจะดูนกทีมีอยู่หลากหลายพันธุ์กว่า 800 ชนิดในอุทยานแห่งชาติอัฟริกาใต้
ส่วนสินค้าที่น่าซื้อหาของอัฟริกาใต้นั้น ก็มีเช่น เขาและกระดูสัตว์ เครื่องจักสาน
ซึ่งเป็นฝีมือคนพื้นเมืองผิวดำ ทั้งภาชนะ กระเป๋าสะพาย โดยเฉพาะเครื่องจักสานของเผ่าซูลูนั้นมีความละเอียดและสวยงามมาก
แต่ราคาค่อนข้างสูงกว่าของเผ่าอื่นๆ ไม้แกะสลักก็เป็นที่นิยม มีตั้งแต่ขนาดเล็กทำเป็นเครื่องประดับพวกต่างหู
สายสร้อย กำไล หน้ากากไม้
อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นก็คือ ลูกปัด ที่ชาวพื้นเมืองผิวดำทุกเผ่าจะใช้ลูกปัดเรียงร้อยเป็นเครื่องประดับเป็นบทบันทึกรื่องราว
แรละเครื่องแสดงฐานะ ซึ่งมีทั้งทำเป็นเครื่องแต่งกาย สายสร้อย สร้อยข้อมือ
กำไก แผ่นเตี่ยว มีวางขายอยู่ทั่วไป
ความหลากหลายของอัฟริกาใต้ยังมีอีกมากมาย และนี่กระมังที่ทำให้ใครๆ กล่าวกันว่า
อัฟริกาใต้ "รวมโลกทั้งโลกไว้แห่งเดียว" ซึ่งถ้าคุณได้ไปเยือนอัฟริกาใต้สักครั้ง
เราเชื่อว่าคุณต้องเป็นอีกคนหนึ่งที่จะกล่าวประโยคนี้ด้วยเช่นกัน
Mossel bay เมืองตากอากาศชายทะเล ริมมหาสมุทรอินเดีย ชมต้นไม้ไปรษณีย์
Canco cave ถ้ำหินงอกหินย้อยที่อัศจรรย์และสวยงามที่สุด
Oudtshoorn แหล่งเพาะพันธุ์ฟาร์มนกกระจอกเทศที่มีชื่อเสียงที่สุดในอัฟริกาใต้
เดินทางสู่ highgate ostrich farm ศึกษาชีวิตความเป็นอยู่วงจรชีวิต และทดลองเหยียบไข่นกกระจอกเทศ
ที่ท่านที่ชอบความท้าทายต้องไม่พลาดโอกาสทดลองขี่นกกระจอกเทศ พร้อมซื้อของที่ระลึกที่ผลิตจากไข่นกกลับบ้านเป็นของฝาก
+ ลิ้มรสสเต๊กเนื้อนกกระจอกเทศอันเลิศรส
Gold reef city tour เมืองจำลองเหมืองทองในอดีตสมัยยุคตื่นทอง สัมผัสกับบรรยากาศของสวนสนุก
ร้านรวงขายของตกแต่งแบบอังกฤษ ชมระบำพื้นเมือง zulu dance ลงไปใต้ดินสัมผัสบรรยากาศใต้เหมือง
พร้อมเรียนรู้วิธีการขุดทองในสมัยก่อน ชใโรงงานผลิคตเหรียญกษาปณ์ และการสาธิตการหลอมทองเททอง
|